26 สิงหาคม 2562 ลุยสอบเผาป่าพรุฯ แฉเพลิงสงบนายทุนดอดรังวัด

ที่มา: http://www.komchadluek.net/news/local/385177
กรณีเกิดไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งในพื้นที่ 5 อำเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราช สร้างความเสียหายให้กับป่าพรุควนเคร็งนับหมื่นไร่ ซึ่งก่อนหน้านี้นายกวีวัฒน์ หยูทอง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลดอนตรอ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่มีไฟป่าไหม้ป่าพรุควนเคร็ง แต่สถานการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นมาจากฝีมือมนุษย์ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตัวการจุดไฟเผาป่าพรุควนเคร็งน่าจะมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการดับไฟป่าพรุควนเคร็งรวมอยู่ด้วย ล่าสุด รศ.ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครศรีธรรมราช นำเรื่องไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งไปอภิปรายในสภาผู้แทนราษฏร ในขณะที่นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ออกมาประกาศตั้งรางวัลสำหรับผู้ที่ชี้เบาะจนนำไปสู่การจับกุมมือเผาได้จะได้รับรางวัล 5,000 บาท และหากศาลพิพากษาลงโทษจะได้รับรางวัล 50,000 บาท จนเป็นที่วิพากวิจารณ์กันอย่างกว้างขวางตามที่เสนอข่าวอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น หลังจากสถานการณ์ไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งคลี่คลายจนเกือบเข้าสู่ภาวะปกติ และจะมีการประกาศยุติบทบาทศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ไฟป่า และหมอกควันจังหวัดนครศรีธรรมราช (ส่วนหน้า) และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ได้เดินทางกลับที่ตั้งไปแล้ว แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยาน ฯ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่กรมชลประทานยังคงประจำอยู่ในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังและสูบน้ำเติมเข้าไปในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งอย่างต่อเนื่อง คาดว่าภารกิจในการควบคุมไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งในช่วงเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมาใช้งบประมาณไปไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ มีกลุ่มบุคคลเข้าไปรังวัดจัดแบ่งพื้นที่ป่าพรุที่ถูกไฟไหม้เนื้อที่นับพันไร่ ซึ่งมีการจัดแบ่งเป็นล็อค ๆ ละประมาณ 30 ไร่และนำเสาปูนสูงประมาณ 1.5 เมตรไปปักเป็นแนวเขตแดนพื้นที่แต่ละล็อคพร้อมมีการทาสีแดงเป็นสัญลักษณ์ในการจับจองพื้นที่ นอกจากนี้ยังใช้ต้นใหญ่เป็นแนวเขตโดยนำสีแดงมาทาที่ต้นไม้เป็นสัญลักษณ์อีกด้วย ทำให้ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าการเกิดเพลิงไหม้ป่าพรุควนเคร็งไม่ได้เกิดจากไฟป่าตามธรรมชาติ แต่เกิดจากฝีมือมนุษย์ที่จุดไฟเผาเพื่อให้เป็นป่าเสื่อมโทรมก่อนจะเข้าไปยึดครองเป็นเจ้าของต่อไป ในขณะที่ทางรัฐบาลได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดส่งกำลังตำรวจกองปราบปราบลงพื้นที่เพื่อสอบสวนสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้ร่วมก่อเหตุและบงการจุดไฟเผาป่าพรุควนเคร็ง โดยในเบื้องต้นได้เดินทางไปถ่ายภาพและเก็บรวบรวมหลักฐานยังจุดที่มีการปักเสาปูนจัดแบ่งพื้นที่เป็นล็อค ๆ และเข้าทำการสอบสวนปากคำนายกวีวัฒน์ หยูทอง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลดอนตรอ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อขอทราบข้อมูลของขบวนการจุดไฟเผาป่าพรุควนเคร็ง โดยในเบื้องต้นนายกวีวัฒน์ ระบุกลุ่มคนที่นำเสาปูนเข้าไปรังวัดและปักปันแนวเขตป่าพรุควนเคร็งมีจำนวน 9 คน ทางตำรวจกองปราบอยู่ระหว่างการสืบสวนหาตัวกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้ง 9 คน เพื่อสอบสวนขยายผลว่าคนทั้งหมดเป็นใครมาจากไหน ใครเป็นผู้บงการหรือว่าจ้างให้เข้ามารังวัดปักปันแนวเขต และเสาปูนทาสีไว้เป็นสัญลักษณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ตำรวจกองปราบพอจะทราบแล้วว่าเสาปูนดังกล่าวซื้อมาจากร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างร้านไหน อยู่ระหว่างการสอบสวนร้านค้าวัสดุก่อสร้างและโยงไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้ง 9 คนรวมทั้งนายทุนที่บงการอยู่เบื้องหลัง โดยคาดว่าจะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานเสนอขอหมายจับกุมผู้ที่ร่วมกระทำความผิดลักลอบเผาป่าพรุควนเคร็งในล็อตแรก ซึ่งเป็นกลุ่มของ “เจ้หอม”นายทุนจากจังหวัดสุราษฏร์ธานีได้อย่างน้อย 10 คนภายในสัปดาห์นี้อย่างแน่นอน ต่อมานายกวีวัฒน์ หยูทอง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลดอนตรอ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เดินทางเขาพบ รศ.ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขต 1 จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ไฟไห้ป่าพรุควนเคร็ง โดยนายกวีวัฒน์ กล่าวว่าตนมีวิถีชีวิตอยู่กับป่าพรุมานานแล้ว ยืนยืนว่าในส่วนของอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ไฟที่ลุกไหม้นั้นไม่ได้เป็นไฟป่า ไม่มีไฟป่าแน่นอน แต่เกิดจากคนตั้งใจจุดที่สำคัญเจ้าหน้าที่ของรัฐและนายทุนเข้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดไฟไหม้ป่าพรุด้วย โดยนายทุนมีเป้าหมายเข้าไปยึดครองพื้นที่ป่าพรุหลายจุด แต่ละจุดหลายร้อยไร่ หรืออาจจะถึงพันไร่ สำหรับพื้นที่ที่มีการครอบครองซึ่งเป็นพื้นที่แนวเขตที่ทางราชการประกาศเป็นพื้นที่ สปก.เพื่อจัดสรรให้ประชาชนได้อาศัยทำกิน เข้าใจว่าคนละประมาณ 30 ไร่ อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ์ด้วยการแปรภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งพื้นที่ สปก.เชื่อมต่อกับพื้นที่ป่าพรุ โดยในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ มีอยู่หลายหมู่บ้านที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ์ซึ่งดำเนินการตามขั้นตอนไล่ไปทีละหมู่บ้าน และเนื่องจากระเบียบกำหนดให้ผู้ที่จะได้รับการจัดสรรคพื้นที่ สปก.จะต้องเป็นชาวบ้านในพื้นที่ แต่ในส่วนของนายทุนจะใช้ชื่อชาวบ้านนอมินีมาอ้างสิทธิ์ครอบครองแทน พื้นที่เป้าหมายแปลงใหญ่ที่มีการรังวัด ปักเสาปักปันแนวเขตคาบเกี่ยวระหว่างอำเภอเฉลิมพระเกียรติกับอำเภอร่อนพิบูลย์ ซึ่งในส่วนของแนวเขตตนและผู้นำท้องถิ่นอยากให้มีความชัดเจนเพราะในการดูแลต่อไปผู้ใหญ่บ้าน กำนันจะได้รู้ว่าพื้นที่จุดนั้น ๆ ติดอยู่ในเขตหมู่บ้านใด ตำบล อำเภอไหน ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันจะสามารถดูแลได้ถูกต้อง ซึ่งในจุดที่มีการรังวัด ปักเสาปูนแบ่งล็อคกันนั้นมีชาวบ้านมาแจ้งให้ตนทราบเมื่อช่วงปลายเดือน ก.ค.ถึงต้นเดือน ส.ค. ก่อนเกิดไฟไหม้ประมาณ 1 อาทิตย์ ตนจึงลงไปตรวจสอบพบว่ามีการรังวัด และทาสีต้นไม้ จัดแบ่งเป็นล็อคๆ ละประมาณ 30 ไร่ โดยกลุ่มคนทั้ง 9 คนตนไม่รู้จักมาก่อน แต่คงไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐอย่างแน่นอนหลังจากนั้นเกิดไฟไหม้รุนแรงตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.2562 หลังไฟไหม้ตนเข้าไปตรวจสอบอีกครั้งก็พบว่ามีการนำเสาปูนมาปักแบ่งแนวเขตแต่ละล็อคเรียบร้อยแล้ว ผู้ใหญ่บ้านจอมแฉยังกล่าวอีกว่า การเดินทางลงมาสืบสวนสอบสวนของตำรวจกองปราบนั้นเขาลงมาตรวจสอบในทางลึกอย่างเงียบ ๆ โดยลงได้ประมาณกว่าสัปดาห์แล้ว และเริ่มจากการสอบสวนว่าใครเป็นคนลงมาจัดการรังวัด แบ่งล็อค ใครเป็นคนซื้อเสามาปัก หรือใครเป็นคนดูแลจัดการในจุดดังกล่าว เพื่อจะตรวจสอบและสอบสวนสาวโยงไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะนี้ทางตำรวจกองปราบได้ข้อมูลหลักฐานไปเยอะมาก ทั้งในส่วนตัวบุคคลที่เป็นของนายทุน และชาวบ้านที่รับจ้างลงไปดำเนินการ รวมทั้งร้านจำหน่ายเสาปูน ซึ่งพื้นที่แปลงนี้ไม่ใช่การกระทำของชาวบ้านที่ต้องการที่ดินทำมาหากิน เป็นมือของนายทุนอย่างแน่นอน โดยที่ดินป่าพรุควนเคร็งแปลงนี้เคยถูกเจ้าหน้าที่ ฉก.ศรีวิชัย บุกจับกุมมาแล้วเมื่อปี 2547 โดยในครั้งนั้นนายทุนว่าจ้างแรงงานพม่าเข้ามาบุกรุก หลังโดนจับเรื่องก็เงียบหายไป จนมาถึงปัจจุบันนายทุนคนเดิมก็เข้ามาดำเนินการอีกครั้ง จนนำมาสู่การแบ่งล็อค ปักเสาจัดสรรพื้นที่กันใหม่อีกครั้ง สำหรับสิ่งที่ทำให้ตนมั่นใจว่าไฟที่ลุกไหม้ไม่ได้เป็นไฟป่าที่เกิดเองตามธรรมชาติ แต่เป็นมือคนตั้งใจจุดนั้นเป็นเพราะตนเคยเข้าไปตรวจสอบในช่วงที่เกิดไฟไหม้พบว่าแปลงที่เกิดไฟไหม้ มักจะเป็นแปลงที่เป็นเป้าหมายของนายทุนและลักษณะการเกิดไฟลุกไหม้ จะเกิดไฟลุกไหม้ต่อเนื่องจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งเหมือนมีคนเดินจุดไปเรื่อย ๆ จนลุกไหม้เต็มทั้งแปลง นายทุนที่บงการจุดไฟเผาป่าพรุควนเคร็งมีอยู่ 3-4 ราย โดยกลุ่มของเจ้หอม จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี จะดำเนินการจุดไฟเผาในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอร่อนพิบูลย์ ส่วนพื้นที่อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอหัวไทร เป็นนายทุนจากจังหวัดสงขลา โดยกลุ่มนี้มีนายทุนใหญ่จากมาเลเซียบงการอยู่เบื้องหลังอีกทีหนึ่ง ส่วนในพื้นที่อำเภอชะอวด เป็นกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นแกนนำเรียกร้องสิทธิทำกินเพื่อคนจนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งในปัจจุบันแกนนำคนดังกล่าวถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงประชาชนจากกรณีไปแอบอ้างหลอกลวงเรียกเงินค่าดำเนินการจากชาวบ้านได้เงินหลายล้านบาท จนเมื่อเดือน ก.ค.2562 ที่ผ่านมาแกนนำคนดังกล่าวถูกศาลจังหวัดปากพนัง พิพากษาจำคุกหลายปี แต่ยังคงมีพรรคพวกในกลุ่มที่มีบารมีเป็นผู้สั่งการจุดไฟเผาป่าพรุควนเคร็งแทน